บทที่ 3 คำขู่จากตระกูลเดิม
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะอาหารแผดลั่นทำลายความเงียบกริบ มนต์สิชาสะดุ้งเล็กน้อย หน้าจอสว่างวาบปรากฏชื่อ 'คุณพ่อ' เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ ก่อนจะกดรับสาย
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ..."
"ยัยมนต์! เมื่อไหร่แกจะอ้าปากขอเงินคุณภพซะทีฮะ!"
น้ำเสียงแหลมปรี๊ดที่สวนมาทันทีไม่ใช่เสียงของพ่อ แต่เป็น 'ศศินา' พี่สาวต่างแม่ที่แย่งสายไปพูดแทน
มนต์สิชาชะงัก ขมวดคิ้วแน่น
"ศศิ? คุณพ่ออยู่ไหน ทำไมถึงเอาเบอร์พ่อโทรมา"
"พ่อก็ยืนหัวโด่อยู่นี่แหละ! ฉันให้พ่อโทรหาแกเอง" ศศินาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเร่งรัด
"ไม่ต้องมาเฉไฉ วันนี้วันครบรอบแต่งงานแกไม่ใช่หรือไง ขอเงินทุนก้อนใหม่ให้บริษัทเราหรือยัง!"
"มนต์...บอกคุณภพไปนะลูก ว่าบริษัทเรากำลังแย่ หมุนเงินไม่ทันจริงๆ" เสียงของพ่อดังแทรกเข้ามาในสายด้วยน้ำเสียงเครียดจัด
"ได้ยินพ่อแล้วใช่ไหมยัยมนต์!" ศศินาเน้นเสียงเข้ม
"หุ้นบริษัทเราตกหนักมาก ถ้าคุณภพไม่ยอมอัดฉีดเงินเพิ่มสักห้าสิบล้านภายในอาทิตย์นี้ บ้านเราได้ล้มละลายขายขี้หน้าคนทั้งประเทศแน่!"
มนต์สิชาบีบโทรศัพท์แน่น ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อย เธอรู้สึกจุกในอกกับความจริงที่ว่า ไม่เคยมีสักครั้งที่คนบ้านนั้นจะโทรหาด้วยความห่วงใย ไม่เคยถามว่าเธออยู่อย่างไร หรือชีวิตแต่งงานสามปีนี้เจ็บปวดแค่ไหน ในหัวของพวกเขามีแค่เรื่องเงินและผลประโยชน์
"ฉันบอกไปกี่ครั้งแล้วศศิ..." มนต์สิชาพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น
"เรื่องเงินลงทุนมันเป็นเรื่องธุรกิจ ฉันเป็นแค่ภรรยาที่แต่งงานตามสัญญา ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย หรือสั่งให้เขาเอาเงินห้าสิบล้านมาประเคนให้ใครฟรีๆ หรอกนะ"
"อย่ามาอ้าง! เป็นถึงเมียประธานกลุ่มทุนหมื่นล้าน ขอแค่นี้มันจะยากอะไรนักหนา หรือว่าสามปีที่ผ่านมา แกไม่มีปัญญาทำให้ผัวหลงรักได้เลยแม้แต่นิดเดียว!"
"มันไม่เกี่ยว!" มนต์สิชาสวนกลับ
"แต่ฉันมีศักดิ์ศรีพอ ฉันจะไม่เอาเรื่องแต่งงานไปไถเงินเขามาให้พวกเธอถลุงเล่นอีกแล้ว!"
"ถุย! ทำมาเป็นพูดจาหรูหรามีศักดิ์ศรี!" ศศินาแผดเสียงหัวเราะเยาะ
"สภาพแกก็แค่เมียแต่งที่เขาเอาไว้บังหน้าเท่านั้นแหละ อยู่คฤหาสน์หรูไปวันๆ แต่เขาเคยเห็นหัวแกบ้างไหม! อย่ามาทำหยิ่งหน่อยเลย อีลูกไม่มีแม่!"
คำด่านั้นบาดลึก แต่ศศินายังไม่หยุด
"ไร้น้ำยาจริงๆ! ทอดสะพานยังไงผู้ชายถึงไม่แล รู้อย่างนี้ตอนนั้นฉันแต่งเองซะก็ดี ป่านนี้คงนั่งนับเงินหมื่นล้านไปแล้ว ไม่มาเป็นของตายโง่ๆ แบบแกหรอก!"
"ถ้าอยากแต่งนัก แล้วตอนนั้นหอบกระเป๋าหนีไปเมืองนอกทำไมล่ะศศินา!" มนต์สิชาตอกกลับ น้ำเสียงเริ่มสั่นจากการข่มอารมณ์
"ตอนบริษัทจะเจ๊ง มีแต่คนหนีเอาตัวรอด ฉันต่างหากที่ต้องเสียสละตัวเองเพื่อรักษาสิ่งที่พ่อสร้างไว้!"
"อย่ามาทวงบุญคุณกับฉันนะยัยมนต์!" คราวนี้เสียงของบิดาดังแทรกเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด
"ที่แกมีคฤหาสน์หรูๆ ให้อยู่ มีชีวิตสุขสบายเป็นคุณนายทุกวันนี้ ก็เพราะฉันหาผัวรวยๆ ให้ไม่ใช่หรือไง! เลี้ยงมาจนโต ดันเลี้ยงเสียข้าวสุก อกตัญญูไม่รู้จักทดแทนบุญคุณ!"
มนต์สิชาเม้มริมฝีปากแน่น ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อ
"คุณพ่อคะ...มนต์ช่วยกู้สถานการณ์บริษัทมาแล้วด้วยการยอมแต่งงาน แต่นี่ผ่านมาสามปีแล้ว พวกคุณบริหารกันยังไงถึงขาดทุนซ้ำซาก แล้วยังจะมาแบมือขอเงินคนอื่นไปอุดรอยรั่วอีก มนต์ทำให้ไม่ได้หรอกค่ะ"
"นี่แกกล้าสอนฉันเหรอ!" บิดาตวาดลั่น
"ฉันเป็นพ่อแกนะ! ถ้าแกไม่เอาเงินห้าสิบล้านมาให้ภายในอาทิตย์นี้ ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีก! ฉันจะตัดหางปล่อยวัดแกซะ!"
"ใช่!" ศศินารับลูกต่อทันที
"ถ้าแกไม่ขอ ฉันจะบุกไปหาเขาที่บริษัทเอง! จะไปแฉให้หมดว่าเมียที่เขาเลี้ยงไว้มันอกตัญญูแค่ไหน ดูซิเขาจะเขี่ยแกทิ้งเหมือนหมาข้างถนนไหม!"
"ก็เอาสิ!" มนต์สิชาสวนกลับเสียงเย็นเยียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ไปหาเขาเลย ไปบอกให้หมด! แต่อย่าลืมบอกด้วยล่ะว่าครอบครัวนี้มันเป็นปลิงดูดเลือดเก่งแค่ไหน แล้วถ้าศศิอยากได้เงินเขานัก ก็ไปเสนอหน้าขอเอาเองเลยนะ มนต์จะไม่ห้ามสักคำ!"
"อีมนต์! แกกล้าด่าฉันเหรอ แกคิดว่าแกเป็นใครฮะ!"
"ฉันก็คือคนที่พวกคุณหลอกใช้มาตลอดไง! ตั้งแต่วันนี้ ฉันจะไม่เป็นเครื่องมือหาเงินให้ใครอีก สิ้นสุดกันแค่นี้แหละ!"
นิ้วเรียวกดตัดสายทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายด่าจบ เธอกดปิดเครื่องแล้วโยนโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีเสียงดังปัง!
เสียงหอบหายใจของหญิงสาวสะท้อนในความเงียบ อากาศรอบตัวลดน้อยลงจนเธอรู้สึกอึดอัด มนต์สิชายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ ความคาดหวังจากครอบครัวที่เห็นแก่ตัว และความหมางเมินของสามีที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่ มันกำลังบีบรัดเธอจากทุกทิศทางจนหายใจไม่ออก
บรรยากาศในบ้านหลังใหญ่ที่เคยหรูหรา ตอนนี้กลับกลายเป็นกรงทองที่จ้องจะสูบพลังชีวิตของเธอไปจนหมดสิ้น ภาพความทรงจำแย่ๆ ตลอดสามปีตีรวนขึ้นมาจนทนรับไม่ไหว
"อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว..." เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ร่างบางผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวเท้าเร็วยาวๆ ออกจากห้องอาหาร ทะลุผ่านโถงทางเดินที่ประดับด้วยแจกันดอกไม้ราคาแพง ตรงไปยังตู้เก็บกุญแจบริเวณหน้าประตูคฤหาสน์
มือบางคว้ากุญแจรถยุโรปคันหรูมาถือไว้แน่น แล้วรีบผลักประตูบานใหญ่ออกไป
...
ลมร้อนยามสายปะทะใบหน้า ลานจอดรถด้านหน้าเงียบสงบ มนต์สิชากดรีโมทปลดล็อก สอดตัวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยหุ้มหนังแท้ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศไม่ได้ช่วยให้จิตใจที่ปั่นป่วนสงบลงได้เลย หญิงสาวเหยียบเบรก กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงกระหึ่ม ก่อนจะหมุนพวงมาลัย เหยียบคันเร่งพารถพุ่งทะยานผ่านประตูอัลลอยด์คฤหาสน์วรเวชกุลออกไปสู่ถนนใหญ่ทันที
